การอักเสบ Inflammation ต้นตอโรคร้ายและทางออกด้วยเซซามิน

เจาะลึก "การอักเสบเรื้อรัง" ชนวนภัยเงียบของโรคร้าย และทางออกด้วยนวัตกรรมโภชนบำบัด
เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมร่างกายของเราที่เคยแข็งแรง ดี ๆ อยู่ วันหนึ่งถึงล้มป่วยเป็นโรคร้ายแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว? นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างค้นพบความจริงข้อเดียวกันว่า "เกือบทุกโรคร้าย... มีจุดเริ่มต้นมาจาก การอักเสบ (Inflammation)" คะ
ทำความเข้าใจ: การอักเสบเฉียบพลัน VS การอักเสบเรื้อรัง
ตามธรรมชาติแล้ว การอักเสบ (Inflammation) คือกลไกการตอบสนองขั้นพื้นฐานของระบบภูมิคุ้มกันเพื่อปกป้องร่างกาย เมื่อเกิดการบาดเจ็บ ติดเชื้อ หรือมีความเครียด โดยเซลล์ภูมิคุ้มกัน หลอดเลือด และเนื้อเยื่อจะหลั่งสารเคมีออกมาเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมและเร่งซ่อมแซมตัวเอง ซึ่งเราสามารถแบ่งการอักเสบออกเป็น 2 รูปแบบที่ส่งผลต่อชีวิตต่างกันลิบลับคะ
1. การอักเสบเฉียบพลัน (Acute Inflammation) เป็นกลไกปกติที่เกิดขึ้นเร็วและหายไปเองในเวลาอันสั้น เช่น เมื่อโดนมีดบาด ผึ้งต่อย หรือข้อเท้าแพลง ร่างกายจะมีอาการ บวม แดง ร้อน และปวด เมื่อแผลหาย การอักเสบก็จบลง
2. การอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) ภัยเงียบระดับเซลล์: สิ่งนี้อันตรายมากคะ เพราะมันคือการอักเสบระดับต่ำ (Low-grade inflammation) ที่ไม่มีอาการเตือนเด่นชัด แต่กัดกินร่างกายยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะตื่นตัวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เมื่อเวลาผ่านไป การอักเสบเรื้อรังจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ อวัยวะ และดีเอ็นเอ จนกลายสภาพเป็นโรคร้ายแรงในที่สุด
⚠️ งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยัน: การอักเสบเรื้อรังคือต้นตอหลักของโรคแห่งความเสื่อม (Degenerative Diseases) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, เบาหวาน, ข้อเข่าเสื่อม, มะเร็ง รวมถึงโรคสมองเสื่อมอย่าง อัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) และพาร์กินสัน (Parkinson's disease)


ทางเลือกในปัจจุบัน: ยาแก้อักเสบเคมี และผลกระทบที่ต้องแลก
เมื่อมีอาการปวดหรืออักเสบ วิธีการรักษายอดนิยมคือการรับประทาน "ยาแก้อักเสบ" โดยกลุ่มที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดคือ กลุ่มยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) เช่น แอสไพริน, อาร์คอกเซีย, พอนสแตน ฯลฯ
แม้ว่ายา NSAIDs จะออกฤทธิ์ได้ค่อนข้างเร็ว ช่วยบรรเทาอาการ บวม แดง ปวด ได้ดี (โดยไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย) และมีผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่มสเตียรอยด์ แต่นักชีวเคมีพบว่า การทานยาแก้อักเสบเคมีต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน จะเข้าไปทำลายจุลินทรีย์ตัวดีในลำไส้ (Probiotics) ส่งผลให้ระบบนิเวศในลำไส้เกิดภาวะเสียสมดุล (Dysbiosis) ซึ่งอาจย้อนกลับมาเร่งให้เกิดการอักเสบในร่างกายหนักกว่าเดิม รวมถึงเสี่ยงต่อภาวะระคายเคืองกระเพาะอาหารและส่งผลเสียต่อไตคะ

ฟังคลิปข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้ยาแก้อักเสบ
"โภชนบำบัด" (Nutraceutical) ทางเลือกใหม่ในการตัดวงจรอักเสบอย่างปลอดภัย
จะดีกว่าไหมคะ? ถ้าเราเปลี่ยนจากการ "ตามรักษาด้วยเคมี" มาเป็น "การป้องกันและยับยั้งการอักเสบตั้งแต่ระดับเซลล์" ด้วยศาสตร์แห่ง โภชนบำบัด (Nutraceutical)
Nutraceutical คืออะไร? คือ สารอาหารธรรมชาติที่มีหลักฐานและงานวิจัยทางการแพทย์รองรับอย่างชัดเจนว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันและร่วมบำบัดโรค แต่ไม่ใช่ยาเคมี จึงมีความปลอดภัยสูงเทียบเท่ากับการรับประทานอาหารธรรมชาติทั่วไป ไม่มีสารตกค้าง

สารสกัดเซซามิน (Sesamin) แชมเปี้ยนแห่งสารต้านการอักเสบระดับยีน

หากพูดถึงสารสกัดในกลุ่มโภชนบำบัดที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดดเด่นที่สุดในยุคนี้ คงต้องยกให้ "เซซามิน (Sesamin)" สารสกัดลิกแนนบริสุทธิ์จากเมล็ดงาคะ
จากงานวิจัยเชิงลึกของ ศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ ค้นพบว่า เซซามินมีกลไกทางชีวเคมีที่มหัศจรรย์มาก โดยเข้าไปทำหน้าที่
1.บล็อกสารสื่ออักเสบ ตรงเข้าไปยับยั้งการหลั่งสารเคมีที่ก่อการอักเสบในร่างกาย (เช่น cytokines ต่าง ๆ) ยับยั้งไม่ให้ระบบประสาทและเนื้อเยื่อถูกทำลาย
2.ฟื้นฟูเซลล์ต้นกำเนิด เมื่อสารสกัดเซซามินทำงานร่วมกับรำข้าวสีนิลและแป้งข้าวหอมมะลิในอัตราส่วนจำเพาะ (สูตรเฉพาะของเอมมูร่า) จะช่วยกระตุ้นการทำงานและการแบ่งตัวของเซลล์ต้นกำเนิดให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Aimmura-X ที่มีสารเซซามินเข้มข้นกว่าสูตรปกติถึง 20 เท่า จึงไม่ใช่แค่อาหารเสริมทั่วไป แต่มันคือ "นวัตกรรมโภชนบำบัด" ที่เข้าไปตัดวงจรการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นต้นตอของโรคร้ายได้อย่างตรงจุด ปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียงต่อตับ ไต หรือระบบลำไส้ของคุณคะ

ศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาคีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีแนวคอว่า "งาดำ" คนรับประทานกันมาอย่างยาวนานกว่า 4000 ปี เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพ ดังนั้นเราน่าจะเอาอาหารชนิดนี้มาดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า โภชนบำบัด (Nutraceutical) และเริ่มทำการศึกษาวิจัย "งาดำ" ตั้งแต่ปี 2553 จนพบมีสารสำคัญชื่อ สารสกัดเซซามิน



